ช่วงปีใหม่ สังเกตเห็นหอยทาก ค่ะ หอยทาก(Snail)

         เนื่องจากไอดอลที่รักนามกระเดื่องทวีปเอเชียอยู่ในขณะนี้ คือน้องนิชคุณเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาครีมทาผิวหน้าที่มีสารสกัดจากน้ำลายหอย ทาก

         ก็เลยเป็นที่มาของบทความชิ้นนี้

         ช่วงปีใหม่ หอยทากเดินกันให้เกลื่อนถนนหลังบ้าน มีนับพันนับหมื่น หรือนับหมื่นๆตัวกันเลยทีเดียว มีร่องรอยซากศพหอยทากจำนวนมากถูกรถยนต์เหยียบแบนแห้งกรังติดอยู่ตามพื้นถนน มากมายไม่น้อยกว่าร้อยในแต่ละวัน

         เมื่อเข้าไปสังเกตที่มาที่ไปใกล้ๆ คือมันอยู่ใกล้กับหนองบึง หรือจะเรียกว่าที่ชุ่มน้ำ ที่น้ำขังตลอดปี

         ข้อเท็จจริงคือ มันเป็นที่ดินเปล่าของชาวบ้านที่ซื้อไว้แล้วยังไม่ถมดิน เพราะยังไม่มีตังส์หรือไม่มีเป้าหมายว่าจะมาสร้างบ้านในอนาคตอันใกล้

         แต่มันกลับเป็นที่อาศัยของหอยทากน้อยใหญ่ เมื่อเข้าไปดูให้เห็นใกล้ๆ ก็ถึงกับขนหัวลุก เพราะว่าไม่เคยเห็นหอยทากที่มากมายมหาศาลเท่านี้มาก่อนในชีวิต

         ที่ว่างไม่เกิน30ตารางวา ชาวบ้านจอดรถเร่ขายกับข้าว เดาเอาเองว่า เวลาทิ้งขยะที่ส่วนมากมักเป็นเศษผัก เศษอาหารสด ก็คงทิ้งลงบริเวณนั้น และคงจะกลายเป็นอาหารอันโอชะที่ถูกปากบรรดาหอยทาก

         เช้าวันนี้เอง สังเกตเห็นหอยทากสองสามตัว ต่างตัวต่างเดินอ้อยอิ่ง ไม่ทราบพิกัดทิศทาง ว่าแต่ละท่านละตัวปรารถนาจะเดินทางไปยังที่ใด ทำให้อดคิดไปถึงเหล่านักเดินทาง ที่บ้างแสวงบุญ บ้างแสวงหาสันติภาพ บ้างเดินทางไกลเพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรม บ้างความเท่าเทียม ที่กำลังอินเทรนด์กันอยู่ในเวลานี้

         แต่หอยทากที่เป็นต้นความ คิดของเช้าวันนี้ บางตัวอยู่กลางถนนอย่างน่ากลัวว่าอาจจต้องมาสังเวยชีวิตกับเจ้าถนน ที่มักไม่ยอมแบ่งปันทางเดินกับใครง่ายๆอย่างมนุษย์ นอกเสียจากจะมีข้อแลกเปลี่ยนที่น่าพอใจ

         นางฟ้าใจดีก็เลยหยิบ หอยทากที่เธอคิดแล้วว่าอาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนวัยอันควร ไปช่วยวางไว้ที่ราวป่าละเมาะใกล้ๆ

       มาฟังแรงบันดาลใจจากหอยทากที่ไม่มีส่วนได้เสียใดๆกับชื่อบทความกันได้เลย

         .......

         ภาษิตที่ว่า คนเดียวหัวหาย สอง(หลาย)คนเพื่อนตาย หรือSafety in numbers แปลเป็นไทยได้ว่า รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย ไม่ใช่ใช้ได้แต่กับคนอย่างเดียว แม้แต่สัตว์และพืช เรื่อยไปจนถึงเห็ดรา และแบคทีเรียก็ตาม มักจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว อย่างน้อยก็มักจับคู่ อยู่เป็นกลุ่ม หมู่ เหล่า เล็กใหญ่ก็ว่ากันไป

         ปัจจัยสำคัญคือ ถ้ารวมหมู่กันยิ่งมากเท่าไรก็แสดงว่า อาหารอุดมสมบูรณ์ จำนวนประชากรก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าอาหารน้อยก็จะมีการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาหารกันภายในกลุ่ม ผู้ที่แข็งแรงกว่าก็เป็นผู้ได้อาหารไป

         ที่ไหนมีอาหารมาก  ก็จะดึงดูดสัตว์อีกหลากหลายชนิดที่กินสัตว์เจ้าถิ่น

         ฟังดูน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย แต่เราเรียกว่าห่วงโซ่อาหาร

         แต่การที่ประชากรชนิดเดียวกันอยู่รวมกันมากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมทรุดโทรม เศษซากของเหลือใช้ที่ประชากรถ่ายทิ้งมากเกินกว่าจะกำจัดได้ทัน มักจะเป็นจุดกำเนิดของเชื้อโรคระบาด ที่ยากต่อการควบคุม

         แต่ข้อเท็จจริงทุกอย่างมีข้อยกเว้น เอาละสิ

          อย่างกระต่ายป่าในออสเตรเลีย ที่ฝรั่งอังกฤษเอาติดมือไปด้วย หวังจะเอาไว้ยิงออกกำลังกายเล่นในวันว่าง กลับแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ยิงเท่าไหร่ก็ไม่หมด

         คางคกต้นอ้อย(Cane Toad) ก็มีคนนำเข้าไปไว้ในออสเตรเลีย(อีกเหมือนกัน) หวังให้มันไปกินแมงเต่าทองที่ทำให้พืชผลของเกษตรกรชาวออสเตรเลียนเสียหาย ก็แพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานทวีจำนวนอย่างรวดเร็ว เพราะคางคกต้นอ้อยมีพิษที่ผิวหนัง  เรียกว่ามีหน้าตาเป็นอาวุธ ทำให้รอดชีวิต

       หรืออย่างหอยทาก ที่สว.อ้างถึงข้างต้น ตั๊กแตน งู คางคก กบ ฯลฯ หรือพืชเช่นเถาวัลย์ที่กำลังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในป่าอเมซอน ทวีปอเมริกาใต้ ก็ตาม

       ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ชนิดใด ถ้ามีจำนวนประชากรที่ทวีจำนวนมากขึ้นอย่างทวีคูณกระทั่งขยายพื้นที่ไปรุกราน พื้นที่ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น จนอาจเป็นอันตรายต่อสมดุลในธรรมชาติ สัตว์หรือพืชชนิดนั้นๆจะถูก "หมายหัว"ว่าเป็น "ตัวอันตราย"  ที่เรียกว่าพืชหรือสัตว์ระบาด(pest plagues)ที่อาจก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปัจจัย4ของเพื่อนร่วมโลกชนิดอื่น

        คุณสมบัติที่เข้าข่ายเป็นสัตว์ระบาด

         1.ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายแรวดเร็ว

         2.สามารถเพิ่มจำนวนประชากรได้คราวละมากๆ

         3.ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างง่ายๆ

         4.ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ สารฆ่าแมลงฯลฯได้เป็นอย่างดี

        

         ย้อนกลับไปในอดีตอันไกลโพ้น นับแต่มีการจดบันทึก มีปรากฏการณ์สัตว์ระบาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่เก่าแก่ที่สุดคือในพระคัมภีร์เก่า(Old Testament)ของชาวยิวเขา คือเมื่อราว3,300ปีก่อนค.ศ. ที่แม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ ฟาโรห์แห่งอียิปต์กดขี่บีฑาทาสชาวอิสราเอลอย่างไร้มนุษยธรรม พระเจ้าทรงให้ปลดปล่อยทาสชาวยิวเป็นอิสระ และให้โมเสสพาเดินทางกลับดินแดนแห่งนมและน้ำผึ้ง ฟาโรห์ดื้อดึง และอิดออด พระเจ้าทรงกริ้ว ทรงทำให้แม่น้ำไนล์กลายเป็น"สีแดงเหมือนโลหิต" ปลาในแม่น้ำตายเน่าตายจนหมดสิ้น จากนั้นก็เกิดกบ หมัดและแมลงวันและสัตว์เกิดโรคระบาดตามลำดับ ลามมาถึงคน ผู้คนเริ่มเกิดแผลพุพอง เป็นหนอง ฝี เมืองมืดครึ้มไปด้วยเมฆหมอกหนาติดกันสามวัน จากนั้นเกิดพายุลูกเห็บ ฝูงตั๊กแตนมืดฟ้ามัวดินขนาดแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้นดิน ทำให้ลูกชายคนโตและสัตว์เลี้ยงตัวที่โตที่สุดของทุกครอบครัวล้มหายตายจากไป

       เหตุการณ์เลวร้ายถึงขั้นวิกฤต ฟาโรห์แห่งอียิปต์จึงทรงยินยอมปลดปล่อยทาสชาวอิสราเอลให้เดินทางอพยพกลับดิน แดนแห่งพันธสัญญา กระนั้น ก็ยังทรงส่งกองทัพตามไล่ล่าสังหารชาวยิว ที่ฝั่งทะเลแดง พระเจ้าทรงแหวกทางในทะเลแดงให้ชาวอิสราเอลหนีข้ามฝั่งทางประเทศจอร์แดน แล้วก็ทรงให้น้ำไหลกลับมาท่วมทหารอียิปต์ตายหมดทั้งกองทัพ

         สาระของเรื่องจบลงห้วนๆเท่านี้ ท่านที่อยากรู้เรื่องว่าชาวยิวจะเป็นยังไงก็ไป ก็ไปหาอ่านเอาเอง อิอิ

 

         สว.ชวนท่านกลับมายังจุดที่เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่จบ

         สิ่งที่นักประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบันเขาพากับขบคิดเพื่อไขปริศนาเรื่องที่ไม่น่าเชื่อหลายอย่างที่ปรากฎในพระคัมภีร์เก่า

         คำว่า แม่น้ำกลายเป็น"สีแดงคล้ายโลหิต" นั้นเกิดจาก

         1. ทรายถูกพายุพัดจมสะสมอยู่ในน้ำ

         2. เกิดการระบาดของตะไคร่น้ำชนิดหนึ่ง จนทำให้น้ำมีสีแดงหรือส้ม(red tides) ข้อเท็จจริงคือมีตะไคร่น้ำหลากหลายชนิด ทั้งแดงส้ม น้ำตาล เขียว ฟ้า ถ้ามีมากก็จะทำให้มองเห็นสีนั้นเรื่อๆเมื่อมองไกลๆ และสามารถเกิดขึ้นในแหล่งน้ำทุกที่ ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ เมื่อตะไคร่น้ำตาย ก็จะเน่าเปื้อยทับถมกันมากขึ้นๆถึงขนาดทำให้ออกซิเจนอยู่ในน้ำไม่ได้ เพราะไม่มีพืชใต้น้ำที่จะช่วยสังเคราะห์แสง แบคทีเรียที่มาย่อยสลายตะไคร่ก็จะทวีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก็ทำให้ระดับออกซิเจนยิ่งน้อยลงไปอีก สัตว์น้ำก็จะตายไปตามๆกัน

         เมื่อปลาในแม่น้ำไนล์ตายหมดแม่น้ำ ก็เน่าเปื่อยทับถม กบเขียดอยู่ไม่ได้หายใจหายคอไม่ออกก็อพยพพากันหนีตายขึ้นบก แล้วกบก็ตายไปเพราะขาดอาหาร แมลงวันและหมัด(อาจเป็นแมงชนิดอื่นที่มากัดคนแล้วมีพิษ เช่นริ้นไร- ในพระคัมภีร์เก่าแปลว่าหมัด-ผู้เรียบเรียง)มาตอมซากเน่าเปื่อยของกบ แล้วมากัด หรือตอมปศุสัตว์และคน ส่งผลให้สัตว์เกิดโรคระบาดล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

         ผู้คนล้มป่วย เป็นแผลเฟอะ หนองไหลเยิ้มรักษาไม่หาย ล้มตายไปไม่น้อย

         สุดท้ายที่พระคัมภีร์เก่ากล่าวไว้ก็คือฝูงตั๊กแตน ตั๊กแตนที่ว่านี้เป็นตั๊กแตนจอมเขมือบเผ่าพงษ์วงศ์locust(รวมเอาตั๊กแตนปา ทังก้าที่เคยระบาดในไทยด้วย) เป็นตั๊กแตนหนวดสั้น กินเก่ง เดินทางไกลเก่ง ไปถึงที่ไหนพืชพันธุ์เป็นเสียหายขั้นราพนาสูร

         ปี2003-05 มีการระบาดสัตว์ตั๊กแตนชนิดนี้ที่ทวีปแอฟริกาเหนือและตะวันตก มีบันทึกว่า ฝูงตั๊กแตนมาเป็นแนวดำมืด